ขายของออนไลน์ เงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงถูกส่งข้อมูลให้สรรพากร
อธิบายเกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูลบัญชีให้กรมสรรพากร ข้อมูลอะไรบ้างที่ถูกส่ง ถูกส่งแล้วแปลว่าอะไร และความเข้าใจผิดที่ทำให้แม่ค้าออนไลน์กังวลเกินจริง
พอเริ่มรับเงินผ่านพร้อมเพย์เยอะขึ้น คำถามที่ตามมาทันทีคือ “เงินเข้าเท่าไหร่ถึงโดนสรรพากรจับตา”
บทความนี้ตอบเฉพาะข้อเท็จจริงของเกณฑ์การส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่มีตัวเลขชัดเจน ส่วนเรื่องว่าคุณต้องเสียภาษีเท่าไหร่ ขึ้นกับรายได้ ค่าใช้จ่าย และรูปแบบธุรกิจของแต่ละคน — เรื่องนั้นต้องคุยกับนักบัญชีหรือกรมสรรพากรโดยตรง
⚠️ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อทำความเข้าใจ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมาย กฎเกณฑ์เปลี่ยนแปลงได้ ให้ยืนยันกับกรมสรรพากรหรือนักบัญชีก่อนตัดสินใจเสมอ
เกณฑ์ที่ธนาคารต้องส่งข้อมูล
กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลบัญชีให้กรมสรรพากร เมื่อบัญชีนั้นเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งในหนึ่งปีปฏิทิน
| เกณฑ์ | เงื่อนไข |
|---|---|
| ข้อ 1 | ฝากหรือรับโอนเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้ง ต่อปี (ไม่ดูยอดเงิน) |
| ข้อ 2 | ฝากหรือรับโอนเงินตั้งแต่ 400 ครั้ง ต่อปี และ ยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาท |
เข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็ถูกส่งข้อมูล ไม่ต้องเข้าทั้งสองข้อ
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด
นับเฉพาะเงินเข้า ไม่นับเงินออก — โอนออกกี่ครั้งก็ไม่เกี่ยว
ข้อ 2 ต้องครบทั้งสองอย่าง — เงินเข้า 5 ล้านแต่แค่ 50 ครั้ง ไม่เข้าเกณฑ์ข้อนี้ กลับกัน เข้า 500 ครั้งแต่รวมแค่ 300,000 บาท ก็ไม่เข้าเกณฑ์เช่นกัน
นับแยกทีละธนาคาร — แต่ละสถาบันการเงินรายงานเฉพาะบัญชีของตัวเอง ไม่มีการรวมข้ามธนาคาร
ข้อสุดท้ายไม่ใช่ช่องทางหลบเลี่ยง การจงใจกระจายบัญชีเพื่อไม่ให้เข้าเกณฑ์ ไม่ได้ทำให้รายได้นั้นหายไปจากหน้าที่ทางภาษี และกรมสรรพากรมีข้อมูลจากแหล่งอื่นอีกหลายทาง การเสียภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเป็นทางที่เสี่ยงน้อยที่สุดเสมอ
ข้อมูลอะไรบ้างที่ถูกส่ง
สิ่งที่ส่งคือข้อมูลสรุป ไม่ใช่รายการเดินบัญชีทั้งหมด
- เลขประจำตัวประชาชน
- ชื่อ-นามสกุลเจ้าของบัญชี
- เลขที่บัญชี
- จำนวนครั้งและยอดรวมของเงินที่เข้าบัญชีในปีนั้น
ไม่ได้ส่งว่าใครโอนมา โอนเมื่อไหร่ หรือโอนเพราะอะไร
ถูกส่งข้อมูลแล้วแปลว่าอะไร
แปลว่ากรมสรรพากรมีข้อมูลของคุณ ไม่ได้แปลว่าคุณทำผิด และไม่ได้แปลว่าจะถูกเรียกเก็บภาษีทันที
ข้อมูลนี้ถูกใช้ประกอบกับข้อมูลอื่นเพื่อดูภาพรวม ถ้าตัวเลขสอดคล้องกับที่คุณยื่นภาษีอยู่แล้ว ก็จบแค่นั้น
สิ่งที่ทำให้มีปัญหาไม่ใช่การถูกส่งข้อมูล แต่คือการมีรายได้แล้วไม่ได้ยื่น
แล้วต้องเสียภาษีตอนไหน
หลักที่ต้องแยกให้ออกคือ “เงินเข้าบัญชี” ไม่เท่ากับ “รายได้”
เงินที่เข้าบัญชีคุณอาจเป็น
- รายได้จากการขายจริง ← อันนี้เป็นรายได้
- เงินที่เพื่อนโอนมาให้ช่วยจ่ายค่าอาหาร ← ไม่ใช่รายได้
- เงินที่โอนไปมาระหว่างบัญชีตัวเอง ← ไม่ใช่รายได้
- เงินที่ลูกค้าโอนมาแล้วคุณต้องโอนต่อให้ซัพพลายเออร์ ← เป็นรายได้แต่มีต้นทุนหักได้
- เงินคืนจากการยกเลิกออเดอร์ ← ไม่ใช่รายได้
นี่คือเหตุผลที่การแยกบัญชีสำคัญมาก ถ้าเงินขายกับเงินส่วนตัวปนกันในบัญชีเดียว เวลาต้องอธิบายที่มาของยอดจะยากมาก
หลักกว้าง ๆ ที่ควรรู้
- คนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้คำนวณแล้วจะไม่ต้องจ่ายภาษีก็ต้องยื่น
- รายได้จากการขายของหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งมีทั้งแบบหักตามจริงและแบบเหมา
- ถ้ารายได้จากการขายเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
- อัตราภาษีและค่าลดหย่อนเปลี่ยนได้ตามปีภาษี ให้ดูจากกรมสรรพากรเป็นหลัก
สิ่งที่ควรทำตั้งแต่วันนี้
1. แยกบัญชีขายออกจากบัญชีส่วนตัว
ข้อนี้ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นทั้งหมด — ดูยอดขายง่าย ทำบัญชีง่าย และอธิบายที่มาของเงินได้ชัด
ถ้าใช้ QR รับเงิน ให้ทำ QR จากบัญชีที่ตั้งใจใช้รับเงินขายเท่านั้น สร้าง QR พร้อมเพย์จากบัญชีนั้นได้ที่นี่
2. เก็บบันทึกยอดขายไว้เอง
ไม่ต้องซับซ้อน ตารางง่าย ๆ ที่มีวันที่ · รายการ · ยอดขาย · ต้นทุน ก็พอ
ถ้าใช้แอปร้านค้าของธนาคาร ระบบสรุปยอดให้อยู่แล้ว — ความต่างระหว่างแอปร้านค้ากับ QR ทำเองอยู่ที่ QR ร้านค้าธนาคาร vs พร้อมเพย์ทำเอง
3. เก็บหลักฐานต้นทุน
ใบเสร็จค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็ก ค่าโฆษณา — ทั้งหมดนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่หักได้ คนที่ไม่เก็บมักต้องเสียภาษีมากกว่าที่ควร
4. คุยกับนักบัญชีตั้งแต่ยอดยังไม่เยอะ
ค่าปรึกษาถูกกว่าเบี้ยปรับมาก และการวางระบบตอนร้านยังเล็กง่ายกว่าตอนโตแล้วหลายเท่า
คำถามที่เจอบ่อย
เงินเข้า 400 ครั้งแต่ยอดรวมไม่ถึง 2 ล้าน ถูกส่งข้อมูลไหม ไม่ เพราะข้อ 2 ต้องครบทั้งจำนวนครั้งและยอดรวม แต่ถ้าถึง 3,000 ครั้งก็เข้าเกณฑ์ข้อ 1 โดยไม่ดูยอด
พร้อมเพย์กับโอนธรรมดา นับต่างกันไหม ทั้งคู่คือเงินเข้าบัญชีเหมือนกัน นับรวมกัน
เงินที่แม่โอนมาให้ นับด้วยไหม นับเป็น “ครั้ง” ที่เงินเข้าบัญชี เพราะธนาคารนับทุกรายการ แต่ไม่ใช่รายได้ในทางภาษี ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ควรแยกบัญชี
ถูกส่งข้อมูลแล้วจะถูกเรียกตรวจไหม ไม่จำเป็น ข้อมูลถูกใช้ประกอบการพิจารณาเท่านั้น ถ้ายื่นภาษีตรงกับความจริงอยู่แล้วก็ไม่มีอะไร
ขายไม่เยอะ ต้องยื่นภาษีไหม ขึ้นกับว่ารายได้ทั้งปีถึงเกณฑ์ที่ต้องยื่นหรือไม่ ให้เช็กเกณฑ์ปีล่าสุดกับกรมสรรพากร โดยหลักคือ ถึงเกณฑ์ต้องยื่น แม้คำนวณแล้วไม่ต้องจ่ายก็ตาม
ถ้าเคยไม่ได้ยื่นมาก่อน ควรทำยังไง ปรึกษานักบัญชีหรือติดต่อกรมสรรพากรเพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง การเข้าไปแก้ไขเองมักมีภาระน้อยกว่าการรอให้ถูกตรวจพบ
แหล่งข้อมูลที่ควรยึด
- กรมสรรพากร — เว็บไซต์ rd.go.th และสายด่วน 1161
- สำนักงานบัญชีหรือผู้สอบบัญชีที่รับดูแลธุรกิจขนาดเล็ก
อย่ายึดตัวเลขจากบทความใด ๆ รวมถึงบทความนี้ โดยไม่ตรวจกับแหล่งทางการอีกครั้ง เพราะเกณฑ์เปลี่ยนได้
สร้าง QR พร้อมเพย์สำหรับบัญชีร้านโดยเฉพาะ แยกเงินขายออกจากเงินส่วนตัวตั้งแต่วันแรก
บทความที่เกี่ยวข้อง
QR รับบริจาค ทำบุญ และงานวัด ทำยังไงให้โปร่งใสและตรวจสอบได้
วิธีทำ QR รับบริจาคสำหรับวัด มูลนิธิ งานบุญ และงานศพ ตั้งแต่เลือกบัญชีที่ควรใช้ การทำป้ายให้คนไว้ใจ ไปจนถึงการแสดงยอดให้ตรวจสอบได้
อ่าน 7 นาที
ลูกค้าสแกน QR แล้วโอนไม่ได้ สาเหตุและวิธีแก้ที่หน้าร้าน
ลูกค้าสแกน QR ติดแล้วแต่โอนไม่สำเร็จ เกิดจากอะไรได้บ้าง ตั้งแต่วงเงินต่อวัน การสแกนใบหน้าเมื่อโอนเกิน 50,000 ไปจนถึงปัญหาที่ฝั่งร้าน พร้อมทางแก้เฉพาะหน้า
อ่าน 7 นาที
ตั้งแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชี ให้รู้ทันทีที่ลูกค้าโอน
วิธีเปิดแจ้งเตือนเงินเข้าบัญชีทั้งในแอปธนาคารและผ่าน LINE เพื่อไม่ต้องเชื่อสลิปที่ลูกค้าส่งมา พร้อมวิธีให้พนักงานเห็นยอดเข้าโดยไม่ต้องเปิดบัญชีเจ้าของ
อ่าน 6 นาที